GhostCase
สำนวน ๐๐๐๑๕ · ตราด

หน้าแรก เรื่องราวทั้งหมด ผีเขมรที่เกาะกูด

หลักฐานภาพ · แนบมากับสำนวน

[ ไม่มีรูป ]
A

Admin - March - เล่าเรื่อง 4 เรื่อง

31 สิงหาคม 2569 - พบเหตุ : 04:00 น.

ตราด - เกาะกูดชายหาดท่าเรือรีสอร์ตผีเด็กผีตายโหงวิญญาณเร่ร่อนไปเที่ยวอุบัติเหตุได้ยินเสียงแปลกๆมีบทสรุปกระทู้พันทิปเรื่องเล่าโบราณเหตุสะเทือนขวัญ

ผีเขมรที่เกาะกูด

ไปพักรีสอร์ทเกาะกูด กลางดึกได้ยินคนพูดภาษาเขมร และเด็กชายวิ่งทุบผนังในห้อง

ขนาดตัวอักษร

เรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกแนะนำว่า เป็นอีกเรื่องที่หน้ากลัวในพันทิป โดยเกิดขึ้น ณ รีสอทแห่งหนึ่ง ที่ เกาะกูด จ.ตราด


    
เรื่องราวเกิดขึ้นในปลายฤดูร้อนปีหนึ่ง เมื่อเพื่อนพ้องลูกเรือชายหญิงรุ่นเดียวกันราวสิบชีวิตผู้พอจะมีเวลาว่างตรงกัน นัดนัดหมายจัดทริปมุ่งหน้าสู่เกาะกูด โดยเข้าพัก ณ บ้านพักกึ่งรีสอร์ตบนเกาะส่วนตัวขนาดเล็ก ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนประเทศกัมพูชา

    ด้วยปรารถนาจะเสพความหรูหราแบบติดดิน พวกเราจึงเริ่มต้นการเดินทางอันทุลักทุเลจากกรุงเทพฯ ในช่วงบ่าย โดยอาศัยรถโดยสารปรับอากาศ บขส. จากสถานีเอกมัย มุ่งสู่จังหวัดตราด ก่อนจะต่อรถสองแถวไปยังท่าเรือเพื่อลงเรือมุ่งหน้าสู่เกาะอันเป็นจุดหมาย กว่าจะถึงที่พัก แสงตะวันก็ลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว ความล้าจากการเดินทางเคี่ยวห้ำหั่นจนทุกคนแทบหมดแรง ถึงขั้นต้องลากสังขารคลานขึ้นบ้านพักกันเลยทีเดียว

    หลังเติมพลังด้วยอาหารมื้อค่ำที่เจ้าของรีสอร์ตจัดเตรียมไว้ให้อย่างอิ่มหนำ พวกเราจึงออกเดินสำรวจตัวบ้านและบริเวณโดยรอบ บรรยากาศของที่นั่นคล้ายบังกะโลชายหาดโบราณทั่วไป ตัวเรือนไม้ถูกยกพื้นสูงราวเมตรเศษ ล้อมรอบด้วยหน้าต่างเปิดรับลมสายให้อากาศถ่ายเทสะดวก ทิศเบื้องหน้าคือท้องทะเลสีครามรับกับเฉดฟ้าอ่อนของตัวบ้าน ส่วนทิศเบื้องหลังอิงแอบอยู่กับเชิงเขาลูกเล็ก ซึ่งมีพืชพันธุ์ไม้ป่าน้อยใหญ่นขึ้นเบียดเสียดกันหนาตา เสียงสัตว์น้อยใหญ่ส่งเสียงร้องระเบ็งเซ็งแซ่แว่วออกมาจากป่าละเมาะ แต่เสียงที่ทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความกลัวผสมโรงกับความขยะแขยงมากที่สุด เห็นจะเป็นเสียงร้องของเหล่าตุ๊กแกที่เกาะยั้วเยี้ยอยู่ตามผนังเรือน

    ระหว่างเดินเล่น พวกเราได้ทักทายพูดคุยกับชาวบ้านที่มาทำงานในรีสอร์ต ทุกคนต่างมีไมตรีจิตอันดี เว้นเสียแต่พ่อแม่ลูกสามคนนั้น... พวกเขาทำเพียงจ้องมองมาที่ผม แล้วเริ่มซุบซิบกันด้วยท่าทีผิดแผกไปจากคนอื่น

คืนนั้น... พวกเรานั่งเสวนาเฮฮา ตากลมทะเลริมหาดจนเวลาล่วงเลยเข้าใกล้เที่ยงคืน จึงชวนกันกลับเข้าเรือนพัก ด้วยความสนิทสนมเป็นกันเอง ทุกคนต่างขนฟูกหมอนมุ้งมารวมกันในห้องโถงใหญ่เพียงห้องเดียว เสียงหยอกล้อหัวเราะร่าดังระเบ็งไปทั่วห้อง

    ไม่นานนัก เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ค่อย ๆ แผ่วลงเหลือเพียงเสียงกระซิบกระซาบ ก่อนจะเงียบสงบลงในที่สุด แสงจันทร์เลือนรางสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ทอดเงาสลัวครอบคลุมไปทั่วห้อง เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งแว่วมาเป็นระยะ ประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยสะสมตลอดวัน ส่งผลให้ผมเปลือกตาหนักอึ้งและผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย

เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่อาจทราบได้ ผมสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเพราะเสียงตุ๊กแกร้องระงมอยู่ภายนอก ความขยะแขยงดึงให้ผมต้องรีบกระชากผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง พร้อมกับเอามืออุดหูไว้แน่น... น่าแปลกที่เพื่อน ๆ รอบกายยังคงหลับสนิทอย่างสบายอารมณ์ ราวกับไม่ได้ยินเสียงรบกวนใด ๆ

    ครู่หนึ่ง เสียงตุ๊กแกก็เงียบหายไป ทว่ากลับมีเสียงสนทนาพึมพำของชายหญิงคู่หนึ่งแว่วเข้ามาแทนที่ ผมพยายามเพ่งฟังเนื้อหา แต่กลับไม่เข้าใจเลยแม้แต่คำเดียว... มันฟังดูคล้ายภาษาเขมร

ผมค่อย ๆ พลิกกาย หันไปมองทางหน้าต่างบานใหญ่ซึ่งเป็นต้นตอของเสียง... ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวราง ปรากฏภาพราง ๆ ของชาย หญิง และเด็กชาย—ครอบครัวเดียวกับที่ผมพบเมื่อตอนหัวค่ำ การสนทนาของพวกเขาหยุดลงทันควันราวกับรับรู้ว่ามีคนแอบฟัง ทั้งสามหันหน้ากลับมาจ้องตรงมาที่ผมด้วยสายตาเรียบเฉยเย็นชา

    “อ๋อ... คงเป็นชาวบ้านที่ทำงานอยู่ที่นี่มั้ง”

ผมคิดในใจ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปเบา ๆ ด้วยเกรงว่าจะปลุกเพื่อน ๆ ที่กำลังหลับใหล

    “มีอะไรหรือเปล่าครับ... มาทำอะไรกันดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้...”

เสียงทักของผมส่งผลให้เพื่อนบางคนเริ่มขยับตัวด้วยความรำคาญ เมื่อเหลียวมองไปรอบ ๆ ก็เห็นเงาตะคุ่ม ๆ กำลังโงนเงนลุกขึ้นนั่ง

    เพียงเสี้ยววินาทีที่ผมละสายตาจากหน้าต่าง... พลันปรากฏร่างของเด็กชายตัวเล็กคนนั้นมาประจักษ์อยู่ตรงหน้าประตูห้องพัก ในมือของเขากำไม้ท่อนใหญ่ไว้พร้อมกับแกว่งไปมา... ผมตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า ด้วยความงุนงงว่าเด็กคนนี้แอบปีนเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไร

    โดยไม่ทันตั้งตัว... เด็กน้อยเริ่มออกวิ่งพล่านไปทั่วห้อง กระโดดข้ามร่างของเพื่อน ๆ ที่นอนขวางทางอยู่ พลางใช้ไม้ในมือเคาะผนังไม้ดังก๊อก ๆ ๆ พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน... มันเป็นเสียงที่ระเบ็งบาดแก้วหูจนผมต้องยกมือขึ้นอุดหูด้วยความทรมาน

    ถึงตอนนี้ เพื่อนทุกคนตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ ต่างลุกขึ้นนั่งแล้วมองหน้ากันด้วยความงุนงงและสับสน ผมพยายามส่งเสียงร้องห้าม แต่เด็กนรกนั่นกลับไม่ยอมหยุด ยังคงวิ่งเคาะฝาบ้านรอบห้องอย่างบ้าคลั่ง เมื่อจนปัญญา ผมจึงหันไปมองสามีภรรยาคู่เดิมที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างนอก

    “พี่ครับ! ช่วยมาเอาลูกออกไปหน่อยสิครับ ซนจริง ๆ ...” ผมกวักมือเรียก แต่แปลกเหลือเกินที่ทั้งสองกลับทำนิ่งเฉย คล้ายไม่สนใจเลยว่าลูกของตนกำลังก่อกวนการพักผ่อนของผู้อื่น

“คุยกับใครน่ะ แอนดี้... แล้วนั่นเสียงอะไร ใครร้อง... ใครมาเคาะฝาบ้าน” เสียงสั่นระริกของเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความหวาดหวั่น ราวกับว่าสายตาของมันมองไม่เห็นสิ่งใดเลย

    “อ้าว... ก็เรียกพ่อแม่เด็กนี่ไง ให้มาเอาลูกออกไป... วิ่งเล่นอยู่ได้ ไม่รู้จักหลับจักนอน...”

ผมตอบกลับอย่างเหลืออด ก่อนจะพาตัวเองลุกขึ้น ค่อย ๆ คลำทางท่ามกลางแสงจันทร์มุ่งไปยังแผงสวิตช์ไฟ แล้วกดเปิดทันที... ทว่าไร้สิ่งใดเกิดขึ้น ห้องทั้งห้องยังคงตกอยู่ในความมืดมิด

    ท่ามกลางความสับสนของเพื่อน ๆ ผมกดสวิตช์ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แข่งกับเสียงกรีดร้องและเสียงเคาะฝาผนังดังกึกก้อง ความกดดันและอารมณ์กรุ่นพุ่งสูงจนถึงขีดสุด ผมใช้นิ้วกระแทกสวิตช์ไฟย้ำ ๆ อีกหลายครั้ง พร้อมกับแผดเสียงตะโกนออกไปสุดแรง

    “ไอ้หนูหยุด! หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้!”

สิ้นเสียงตะโกนของผม แสงสว่างจากดวงไฟบนเพดานพลันสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน เสียงอึกทึกครึกโครมและภาพเงาของเด็กชายคนนั้นลับหายไปในพริบตา ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง... ผมเหลียวมองไปรอบตัว เห็นเพื่อน ๆ นั่งเบียดตัวรวมกลุ่มกันด้วยความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ

    ผมรีบก้าวเท้าฉับ ๆ ไปยังหน้าต่างตรงหัวนอนเพื่อมองหาคนทั้งสาม แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า... เมื่อพยายามแข็งใจเพ่งมองฝ่าความมืดออกไปทางชายหาด จึงเห็นเงาตะคุ่ม ๆ สามร่างกำลังเดินมุ่งหน้าไปทางท่าเรือ พวกเขาหันกลับมามองผมอีกครั้งด้วยแววตาเฉยชาดังเดิม ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดมิดจนลับสายตา

...

    เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผมตัดสินใจเดินลงไปสำรวจบริเวณที่สามีภรรยาคู่นั้นเคยยืนเมื่อคืนเพียงลำพัง ในขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ กำลังสาละวนกับการเก็บกระเป๋าเตรียมหนีกลับกรุงเทพฯ ณ จุดนั้น ผมกลับพบศาลเพียงตาตั้งคู่กันอยู่สองหลัง... น่าแปลกใจเหลือเกิน เหตุใดเมื่อวานพวกเราถึงไม่มีใครสังเกตเห็นศาลนี้เลยสักคนเดียว...

เมื่อเข้าไปสอบถามคนงานในรีสอร์ต จึงได้ความว่า ศาลดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่สามีภรรยาและลูกชาย ครอบครัวชาวกัมพูชาที่พายเรืออพยพหนีภัยสงครามมาเมื่อหลายปีก่อน ทว่าโชคร้ายเรือเกิดอับปางลงกลางทะเล ส่งผลให้พวกเขัจมน้ำเสียชีวิตยกครัว และกระแสน้ำได้พัดพาเอาศพมาเกยตรงชายหาดหน้าบ้านพักหลังนี้พอดี

    และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าสิ่งใด คือที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเคยพบเห็นวิญญาณของครอบครัวนี้มาก่อนเลย... และหลังจากคืนนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่เคยมีใครได้พบเจอพวกเขาอีกเลยเช่นกัน จบ.

...
เป็นเรื่องที่หน้ากลัวไม่น้อย แต่ในส่วนของความคิดเห็น หลายคนก็บอกเป็นเสียงกันว่าหน้ากลัว แต่บางส่วนก็ยังติดใจเรื่องเวลาการเดินทาง ว่าเวลาเดินทางมันเร็วผิดปรกติ เลยมีบางคนมองว่าเป็นเรื่องแต่ได้ แช่นกัน

Credit : https://pantip.com/topic/31926641

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น

ให้คะแนนความน่ากลัว

รอการประเมิน

ผลประเมินรวม

ยังไม่มีใครให้คะแนน

ลงความเห็นของคุณ — แตะเพื่อประทับ

ยังไม่ได้เลือก

การกระจายคะแนน

50
40
30
20
10

ข้อมูลเรื่อง

อำเภอ
เกาะกูด · ตราด
จำนวนครั้งที่พบ
2 ครั้ง
ช่วงเวลา
04:00 น.
ดูเรื่องเล่าในพื้นที่นี้